ความรู้

เอกซเรย์ฟันอันตรายไหม ทำไมทันตแพทย์ถึงแนะนำให้ถ่ายเป็นประจำ

คำตอบสั้น ๆ คือ เอกซเรย์ฟันที่ใช้ในคลินิกทันตกรรมทั่วไปมีปริมาณรังสีต่ำมากและเป็นเครื่องมือวินิจฉัยมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลก แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลยหรือควรถ่ายพร่ำเพรื่อโดยไม่มีเหตุผลทางคลินิก บทความนี้อธิบายว่าทำไมทันตแพทย์ถึงสั่งเอกซเรย์ ปลอดภัยแค่ไหน เจ็บไหม ใช้เวลานานแค่ไหน และควรถ่ายบ่อยแค่ไหนถึงเหมาะสม ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำแนะนำเฉพาะบุคคล

อ้างอิงงานวิจัย ตรวจทานโดยทันตแพทย์
ทพญ. ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ

ตรวจสอบโดย ทพญ. ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ

อ่าน 9 นาที อัปเดต 29 ก.ค. 2026

สรุปสั้น ๆ

  • เอกซเรย์ฟันที่ใช้ในคลินิกทันตกรรมมีปริมาณรังสีต่ำมากและเป็นมาตรฐานทั่วโลก แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีความเสี่ยงเลย — ทันตแพทย์จะสั่งถ่ายเมื่อมีเหตุผลทางคลินิกรองรับเท่านั้น ไม่ใช่ถ่ายพร่ำเพรื่อ
  • เหตุผลหลักที่ต้องเอกซเรย์คือช่วยให้เห็นฟันผุระหว่างซี่ฟัน รากฟัน และกระดูกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งการตรวจด้วยตาเปล่าอย่างเดียวพลาดได้
  • การถ่ายเอกซเรย์ฟันไม่เจ็บและไม่ต้องฉีดยาชา ใช้เวลาสั้นมากประมาณ 3-10 นาที โดยทั่วไปประมาณ 5 นาที
  • ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นกับความเสี่ยงฟันผุ/เหงือกของแต่ละคนและประวัติการรักษา ไม่มีตารางตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน — ทันตแพทย์เป็นผู้ประเมินจากการตรวจจริง
  • หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีข้อกังวลพิเศษควรแจ้งทันตแพทย์ก่อนถ่ายเสมอ เพื่อพิจารณาความจำเป็นและมาตรการป้องกันที่เหมาะสม
สารบัญเนื้อหา
  1. เอกซเรย์ฟันอันตรายไหม: ปริมาณรังสีที่ต้องรู้
  2. ทำไมทันตแพทย์แนะนำให้เอกซเรย์ฟันเป็นประจำ
  3. เอกซเรย์ฟันเจ็บไหม และขั้นตอนเป็นอย่างไร
  4. เอกซเรย์ฟันใช้เวลานานแค่ไหน
  5. เอกซเรย์ฟันบ่อยแค่ไหนถึงเหมาะสม
  6. FAQ

เอกซเรย์ฟันอันตรายไหม: ปริมาณรังสีที่ต้องรู้

เอกซเรย์ฟัน (dental X-ray) คือการถ่ายภาพรังสีเพื่อดูโครงสร้างฟัน รากฟัน และกระดูกที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ใช้เพื่อวินิจฉัยและวางแผนการรักษา

คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือเอกซเรย์ฟันปล่อยรังสีเข้าสู่ร่างกายจริงหรือไม่ — คำตอบคือใช่ แต่เป็นปริมาณที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการถ่ายภาพรังสีทางการแพทย์ประเภทอื่น และเป็นเครื่องมือวินิจฉัยมาตรฐานที่คลินิกทันตกรรมทั่วโลกใช้กันเป็นปกติ ไม่ใช่เทคโนโลยีทดลองหรือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง

หลักการที่ทันตแพทย์ยึดถือคือถ่ายเอกซเรย์เมื่อมีเหตุผลทางคลินิกรองรับเท่านั้น ไม่ใช่ถ่ายทุกครั้งที่มาตรวจโดยไม่มีข้อบ่งชี้ — ทันตแพทย์จะพิจารณาจากอาการ ประวัติการรักษา ความเสี่ยงฟันผุ/เหงือก และภาพเอกซเรย์เดิม (ถ้ามี) ก่อนตัดสินใจว่าจำเป็นต้องถ่ายใหม่หรือไม่ นี่คือเหตุผลที่การถ่ายเอกซเรย์ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มหรือพร่ำเพรื่อ

ความเสี่ยงจากรังสีเป็นเรื่องของปริมาณสะสมตลอดชีวิตมากกว่าการถ่ายครั้งเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทันตแพทย์มักถามประวัติการเอกซเรย์จากที่อื่นก่อนสั่งถ่ายซ้ำ (ดูรายละเอียดในคำถามท้ายบทความ) และเป็นเหตุผลที่หญิงตั้งครรภ์หรือผู้ที่มีข้อกังวลพิเศษควรแจ้งทันตแพทย์ก่อนเสมอ เพื่อให้ทันตแพทย์ประเมินความจำเป็นและใช้มาตรการป้องกัน เช่น เสื้อตะกั่วคลุม หากจำเป็นต้องถ่ายจริง ๆ

  • เป็นหัตถการวินิจฉัย (diagnostic) ไม่ใช่การรักษา — ไม่รุกล้ำเนื้อเยื่อ (non-invasive)
  • ไม่ต้องฉีดยาชาหรือการเตรียมตัวพิเศษ
  • ทันตแพทย์สั่งถ่ายเมื่อมีเหตุผลทางคลินิกรองรับเท่านั้น ไม่ใช่ตามตารางตายตัว
  • หญิงตั้งครรภ์ = ควรเลื่อนหากไม่จำเป็นเร่งด่วน และใช้เสื้อตะกั่วป้องกันหากต้องถ่ายจริง

ทำไมทันตแพทย์แนะนำให้เอกซเรย์ฟันเป็นประจำ

การตรวจด้วยตาเปล่าและเครื่องมือทันตกรรมทั่วไปมองไม่เห็นทุกจุดของช่องปาก เอกซเรย์จึงเป็นเครื่องมือเสริมที่จำเป็น

ฟันผุ ที่เกิดขึ้นระหว่างซี่ฟันหรือใต้วัสดุอุดเดิม มักไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าหรือแม้แต่การส่องไฟตรวจธรรมดา เอกซเรย์จึงช่วยให้ทันตแพทย์พบรอยผุตั้งแต่ระยะแรกก่อนที่จะลุกลามและเจ็บปวด เช่นเดียวกับปัญหาที่ราก กระดูกรองรับฟัน หรือฟันที่ยังไม่ขึ้นเต็มซี่อย่าง ฟันคุด ซึ่งต้องอาศัยภาพเอกซเรย์เพื่อดูตำแหน่งและทิศทางที่แน่ชัด

ภาพเอกซเรย์บริเวณปลายรากฟัน (periapical) ยังช่วยให้ทันตแพทย์วินิจฉัยปัญหาโพรงประสาทฟันและปลายรากที่ยังไม่แสดงอาการชัดเจนได้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการตัดสินใจวางแผนรักษา — แนวปฏิบัติทางคลินิกด้านทันตกรรมรากฟันระบุว่าลักษณะภาพรังสีบริเวณปลายรากเป็นข้อมูลสำคัญประกอบการวินิจฉัยโรคโพรงประสาทฟันและปริทันต์ปลายราก ไม่ใช่แค่ดูฟันผุอย่างเดียว

คำว่า "ถ่ายทุกปี" ที่หลายคนคุ้นเคยเป็นแนวทางทั่วไปที่คลินิกส่วนใหญ่ใช้เป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่กฎตายตัวสำหรับทุกคน — ช่วงเวลาที่เหมาะสมจริงขึ้นกับความเสี่ยงเฉพาะบุคคล ซึ่งอธิบายเพิ่มเติมในหัวข้อความถี่ท้ายบทความ การตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำที่มี ตรวจสุขภาพช่องปาก ควบคู่กันจึงเป็นวิธีที่ทันตแพทย์ใช้ประเมินว่าถึงเวลาต้องเอกซเรย์ซ้ำหรือยัง

เอกซเรย์ฟันเจ็บไหม และขั้นตอนเป็นอย่างไร

หลายคนกังวลว่าการเอกซเรย์ฟันจะเจ็บเหมือนหัตถการอื่น ๆ ในคลินิกทันตกรรม แต่ในทางปฏิบัติแล้วไม่ใช่แบบนั้น

การเอกซเรย์ฟันเป็นหัตถการวินิจฉัยแบบไม่รุกล้ำเนื้อเยื่อ (non-invasive) ไม่ต้องฉีดยาชาหรือใช้ยาใด ๆ ความรู้สึกที่อาจเกิดขึ้นคือความไม่คุ้นเคยจากการกัดหรือวางแผ่นเซนเซอร์/ฟิล์มไว้ในช่องปากชั่วครู่ ซึ่งบางคนอาจรู้สึกเกร็งเล็กน้อยโดยเฉพาะถ้ามีอาการกลืนลำบากหรือฟันซี่หลังไวต่อการสัมผัส แต่ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากตัวรังสีหรือกระบวนการแต่อย่างใด

ขั้นตอนโดยทั่วไปเริ่มจากผู้ช่วยทันตแพทย์หรือทันตแพทย์ให้สวมเสื้อตะกั่วป้องกัน (บางกรณี) จากนั้นวางเซนเซอร์หรือฟิล์มในตำแหน่งที่ต้องการถ่าย ให้คนไข้กัดเบา ๆ หรือยึดให้นิ่ง แล้วถ่ายภาพ ทั้งหมดนี้ทำได้รวดเร็วและไม่ต้องพักฟื้นใด ๆ หลังถ่ายเสร็จสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ทันที

  • ไม่ต้องฉีดยาชา ไม่มีแผล ไม่มีเลือดออก
  • ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารก่อนถ่าย
  • หลังถ่ายเสร็จ ทำกิจกรรมตามปกติได้ทันที ไม่ต้องพักฟื้น

เอกซเรย์ฟันใช้เวลานานแค่ไหน

การเอกซเรย์ฟันแบบทั่วไปเป็นหัตถการที่ใช้เวลาสั้นมากเมื่อเทียบกับหัตถการทันตกรรมอื่น ๆ

โดยทั่วไปการถ่ายเอกซเรย์ฟันหนึ่งจุดใช้เวลาประมาณ 3-10 นาที และส่วนใหญ่เสร็จภายในราว 5 นาที ซึ่งรวมทั้งขั้นตอนการเตรียมตัวและการจัดตำแหน่งเซนเซอร์/ฟิล์มแล้ว หากต้องถ่ายหลายจุดในการนัดเดียวกันเวลารวมอาจนานขึ้นตามจำนวนภาพที่จำเป็น แต่ยังถือว่าเป็นหัตถการที่ใช้เวลาน้อยเมื่อเทียบกับการรักษาอื่น เช่น การอุดฟันหรือขูดหินปูน

หากทันตแพทย์แนะนำให้ถ่ายภาพแบบสามมิติอย่าง CBCT แทนเอกซเรย์ธรรมดา มักเป็นกรณีที่ต้องการรายละเอียดเชิงลึกมากกว่า เช่น วางแผนรากฟันเทียมหรือผ่าฟันคุดที่ตำแหน่งซับซ้อน ซึ่งใช้เวลาถ่ายและขั้นตอนต่างจากเอกซเรย์ธรรมดาพอสมควร บทความนี้ไม่ได้ลงรายละเอียดชนิดของภาพเอกซเรย์แต่ละแบบ (periapical/bitewing/panoramic) เพราะเป็นอีกหัวข้อหนึ่งโดยเฉพาะ — ถ้าอยากเข้าใจความแตกต่างของ CBCT อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ CBCT ด้านล่าง

เอกซเรย์ฟันบ่อยแค่ไหนถึงเหมาะสม

ไม่มีตัวเลขความถี่เดียวที่ใช้ได้กับทุกคน — ทันตแพทย์เป็นผู้กำหนดจากการประเมินความเสี่ยงรายบุคคล

ปัจจัยที่ทันตแพทย์ใช้พิจารณาความถี่ ได้แก่ ความเสี่ยงฟันผุและโรคเหงือกของแต่ละคน ประวัติการรักษาที่ผ่านมา อายุ และผลการตรวจในนัดก่อนหน้า คนที่มีความเสี่ยงฟันผุสูงหรือกำลังรักษาโรคเหงือกอาจต้องเอกซเรย์บ่อยกว่าคนที่สุขภาพช่องปากแข็งแรงและไม่มีปัญหามาก่อน — จึงไม่มีคำตอบตายตัวว่า "ทุกกี่เดือน" หรือ "ทุกกี่ปี" ที่ใช้ได้กับทุกคนเท่ากัน

การหลีกเลี่ยงการเอกซเรย์ทั้งที่ทันตแพทย์แนะนำว่าจำเป็นอาจทำให้พลาดการตรวจพบปัญหาที่ซ่อนอยู่ เช่น ฟันผุระหว่างซี่ที่กำลังลุกลามหรือฟันคุดที่เริ่มมีอาการ ซึ่งยิ่งปล่อยไว้นานยิ่งอาจต้องรักษาซับซ้อนขึ้น ในทางกลับกันการถ่ายซ้ำโดยไม่มีเหตุผลทางคลินิกก็ไม่ใช่แนวทางที่ดี — จุดสมดุลนี้คือสิ่งที่ทันตแพทย์ประเมินให้ในแต่ละนัด ไม่ใช่สิ่งที่ควรตัดสินใจเองจากบทความทั่วไป

หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับความถี่ที่เหมาะสมสำหรับตัวเอง เช่น กำลังตั้งครรภ์ มีโรคประจำตัว หรือเพิ่งเอกซเรย์จากที่อื่นมาไม่นาน ควรแจ้งทันตแพทย์ก่อนนัดตรวจทุกครั้งเพื่อให้ประเมินได้ตรงตามสถานการณ์จริง

จากมุมทันตแพทย์

คนไข้หลายคนถามว่าทำไมต้องเอกซเรย์อีกทั้งที่เพิ่งถ่ายไปเมื่อไม่นาน คำตอบคือเราไม่ได้สั่งถ่ายตามความเคยชิน แต่พิจารณาจากอาการและความเสี่ยงของแต่ละคนจริง ๆ เอกซเรย์เป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเห็นสิ่งที่ตาเปล่ามองไม่เห็น อย่างฟันผุที่ซ่อนอยู่ระหว่างซี่หรือปัญหาที่รากฟัน ซึ่งถ้าปล่อยไว้จนมีอาการมักจะลุกลามไปมากแล้ว การถ่ายเอกซเรย์ที่เหมาะสมจึงเป็นการป้องกันปัญหาใหญ่ ไม่ใช่ขั้นตอนที่ทำเพราะกฎตายตัว
ทพญ. ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ
3-10 นาที
ระยะเวลาถ่ายเอกซเรย์ฟันโดยทั่วไป (ส่วนใหญ่ประมาณ 5 นาที)
ไม่ฉีดยาชา
เป็นหัตถการวินิจฉัยแบบไม่รุกล้ำเนื้อเยื่อ ไม่ต้องใช้ยาชา
  • เข้าใจผิด: เอกซเรย์ฟันอันตรายเท่ากับการเอกซเรย์อวัยวะอื่น เช่น เอกซเรย์ปอดหรือ CT scan

    เอกซเรย์ฟันในคลินิกทันตกรรมทั่วไปเป็นการถ่ายภาพเฉพาะจุดในช่องปาก ปริมาณรังสีต่ำมากเมื่อเทียบกับการถ่ายภาพรังสีทางการแพทย์ประเภทอื่นที่ครอบคลุมพื้นที่กว้างกว่า

  • เข้าใจผิด: ยิ่งเอกซเรย์บ่อยยิ่งเสี่ยงมะเร็งแน่นอน

    ความเสี่ยงจากรังสีเป็นเรื่องของปริมาณสะสมและบริบททางการแพทย์ ไม่ใช่ตัวเลขที่รับประกันผลลัพธ์ได้ตรง ๆ ทันตแพทย์จึงสั่งถ่ายเมื่อมีเหตุผลทางคลินิกรองรับเสมอ ไม่ใช่ถ่ายพร่ำเพรื่อ และหญิงตั้งครรภ์หรือผู้มีข้อกังวลพิเศษควรแจ้งทันตแพทย์ก่อนทุกครั้ง

  • เข้าใจผิด: เด็กห้ามเอกซเรย์ฟันเด็ดขาด

    เด็กสามารถเอกซเรย์ฟันได้เมื่อทันตแพทย์เห็นว่าจำเป็น เช่น ตรวจฟันแท้ที่กำลังจะขึ้นหรือปัญหาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า โดยทันตแพทย์จะพิจารณาความจำเป็นและใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมกับเด็กเสมอ

ไม่แน่ใจว่าตัวเองจำเป็นต้องเอกซเรย์ฟันหรือไม่?

ให้ทีมทันตแพทย์ Deezy ประเมินจากการตรวจจริง ปรึกษาเบื้องต้นฟรีทาง LINE

ข้อควรรู้ก่อนใช้ข้อมูลนี้ (YMYL)

  • หน้านี้เป็นความรู้ทั่วไปเพื่ออธิบายความปลอดภัยและเหตุผลของการเอกซเรย์ฟัน ไม่ใช่การวินิจฉัย ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะบุคคล และไม่รับประกันว่าการเอกซเรย์จะไม่มีความเสี่ยงใด ๆ เลย
  • การตัดสินใจว่าควรเอกซเรย์หรือไม่ และควรถ่ายบ่อยแค่ไหน เป็นดุลพินิจของทันตแพทย์ที่ตรวจจริงเท่านั้น ไม่ควรประเมินเองจากบทความนี้
  • หญิงตั้งครรภ์ควรแจ้งทันตแพทย์ก่อนเข้ารับการเอกซเรย์ทุกครั้ง — โดยทั่วไปควรเลื่อนหากไม่จำเป็นเร่งด่วน และใช้เสื้อตะกั่วคลุมป้องกันหากทันตแพทย์พิจารณาว่าจำเป็นต้องถ่ายจริง
  • หากมีประวัติการเอกซเรย์บ่อยครั้งจากที่อื่น มีโรคประจำตัว หรือกังวลเรื่องปริมาณรังสีสะสม ควรแจ้งทันตแพทย์ก่อนนัดตรวจเสมอ เพื่อให้ทันตแพทย์ประเมินความจำเป็นได้ถูกต้อง

คำถามที่พบบ่อย

ค่าเอกซเรย์ฟันที่ Deezy เท่าไหร่?

ค่าใช้จ่ายขึ้นกับจำนวนจุดและชนิดของภาพที่ทันตแพทย์เห็นว่าจำเป็นหลังตรวจจริง จึงประเมินหลังตรวจเสมอ ทักสอบถามเบื้องต้นกับทีม Deezy ได้ฟรีทาง LINE

เด็กเอกซเรย์ฟันได้ไหม ปลอดภัยไหม?

เด็กสามารถเอกซเรย์ฟันได้เมื่อทันตแพทย์เห็นว่าจำเป็น เช่น ตรวจฟันแท้ที่กำลังขึ้นหรือปัญหาที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ทันตแพทย์จะพิจารณาความจำเป็นเป็นรายกรณีและใช้อุปกรณ์ป้องกันที่เหมาะสมเสมอ ไม่ใช่ถ่ายทุกครั้งที่มาตรวจโดยไม่มีข้อบ่งชี้

คนท้องเอกซเรย์ฟันได้ไหม?

โดยทั่วไปควรเลื่อนหากไม่จำเป็นเร่งด่วน แต่ถ้าทันตแพทย์พิจารณาว่าจำเป็นต้องถ่ายจริง สามารถใช้เสื้อตะกั่วคลุมป้องกันได้ ควรแจ้งทันตแพทย์ว่ากำลังตั้งครรภ์ก่อนเข้ารับการตรวจทุกครั้งเพื่อให้ประเมินความเสี่ยงและความจำเป็นได้ถูกต้อง

เอกซเรย์ฟันธรรมดากับ CBCT ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหน?

เอกซเรย์ฟันธรรมดาให้ภาพสองมิติเฉพาะจุด เหมาะกับการตรวจฟันผุหรือรากฟันทั่วไป ส่วน CBCT ให้ภาพสามมิติละเอียดกว่า มักใช้เมื่อวางแผนรากฟันเทียมหรือผ่าฟันคุดที่ตำแหน่งซับซ้อน ทันตแพทย์จะเป็นผู้แนะนำว่ากรณีของคุณเหมาะกับแบบไหน อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ CBCT

ก่อนเอกซเรย์ฟันต้องเตรียมตัวอย่างไร ต้องถอดเครื่องประดับไหม?

ควรถอดเครื่องประดับหรือของโลหะบริเวณศีรษะและช่องปาก เช่น ต่างหู แว่นตา หรือฟันปลอมแบบถอดได้ เพราะโลหะอาจบดบังภาพเอกซเรย์ ไม่ต้องงดน้ำงดอาหารและไม่ต้องเตรียมตัวพิเศษอื่นก่อนถ่าย

ปฏิเสธไม่เอกซเรย์ฟันได้ไหม มีผลอย่างไร?

สามารถปฏิเสธได้ แต่ทันตแพทย์อาจไม่สามารถวินิจฉัยหรือวางแผนการรักษาได้ครบถ้วนในบางกรณี โดยเฉพาะปัญหาที่ซ่อนอยู่ระหว่างซี่ฟันหรือใต้เหงือกซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ควรปรึกษาทันตแพทย์ถึงเหตุผลและทางเลือกอื่นที่เป็นไปได้ก่อนตัดสินใจ

เพิ่งเอกซเรย์ฟันจากคลินิกอื่นมา ต้องเอกซเรย์ใหม่ที่ Deezy อีกไหม?

หากมีภาพเอกซเรย์เดิมที่ชัดเจนและถ่ายมาไม่นาน สามารถนำมาให้ทันตแพทย์ Deezy พิจารณาประกอบการตรวจได้ ทันตแพทย์จะประเมินว่าภาพเดิมเพียงพอหรือจำเป็นต้องถ่ายใหม่ตามอาการปัจจุบัน แนะนำให้นำภาพหรือฟิล์มติดตัวมาด้วยในวันนัด

เอกซเรย์ฟันแบบดิจิทัลกับฟิล์มต่างกันยังไง?

ระบบดิจิทัลที่คลินิกทันตกรรมส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้กันโดยทั่วไปออกแบบมาให้เห็นภาพได้เร็วขึ้นและจัดเก็บ/เปรียบเทียบภาพเดิมได้สะดวกกว่าระบบฟิล์มแบบเดิม รายละเอียดของระบบที่ใช้ในแต่ละคลินิกอาจต่างกัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้กับทีม Deezy ทาง LINE

อยากปรึกษาว่าจำเป็นต้องเอกซเรย์ฟันไหม เริ่มยังไง?

ทักปรึกษาแนวทางเบื้องต้นกับทีม Deezy ได้ฟรีทาง LINE เพื่อนัดตรวจสุขภาพช่องปาก ทันตแพทย์จะประเมินจากการตรวจจริงว่าจำเป็นต้องเอกซเรย์หรือไม่ ไม่ใช่การประเมินทางไกล

ทพญ. ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ

อัปเดตล่าสุด 29 ก.ค. 2026

ตรวจสอบโดย

ทพญ. ธัญพร พงษ์ขจรกิจการ (หมอออย)

ผู้อำนวยการแพทย์ และผู้ก่อตั้ง

References 1

ดูแหล่งอ้างอิง

เนื้อหานี้อ้างอิงจากงานวิจัยที่ผ่านการตรวจสอบ (peer-reviewed) และตรวจทานโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อความถูกต้องและทันสมัย

  1. Duncan HF, et al. Treatment of pulpal and apical disease: The European Society of Endodontology (ESE) S3-level clinical practice guideline. Int Endod J. 2023 Oct.

อยากปรึกษาเรื่องเอกซเรย์ฟันหรือนัดตรวจสุขภาพช่องปาก?

ทีมทันตแพทย์ Deezy พร้อมประเมินความจำเป็นและตอบข้อสงสัยเรื่องความปลอดภัย ปรึกษาเบื้องต้นฟรีทาง LINE

ปรึกษาฟรีทาง LINE
096-108-8813 ทักไลน์